โค้งสุดท้าย! ดูจะๆ อายุ 50 ปีขึ้นและเกิน 60 ได้อะไรจาก กอช.บ้าง !

โค้งสุดท้าย! ดูจะๆ อายุ 50 ปีขึ้นและเกิน 60 ได้อะไรจาก กอช.บ้าง !

โค้งสุดท้าย! ดูจะๆ อายุ 50 ปีขึ้นและเกิน 60 ได้อะไรจาก กอช.บ้าง !

โค้งสุดท้ายเหลืออีก เพียงสัปดาห์เดียวสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและ อายุเกิน 60 ปี สมัครกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.  เปิดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และผลประโยชน์ที่จะได้รับ ให้เห็นจะๆ รีบตัดสินใจก่อนหมดเขต 25 ก.ย. 59

การเปิดรับสมัครกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช.  สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและ อายุเกิน 60 ปี ซึ่งจะหมดเขตในอีกสัปดาห์ข้างหน้า หรือ วันอาทิตย์ที่ 25 ก.ย. 2559 นี้ หลังจากที่มีการประกาศให้ผู้สูงอายุตามเกณฑ์ดังกล่าวมาสมัครเป็นสมาชิกกองทุน กอช.ได้ ซึ่งเป็นการผ่อนปรนให้กับผู้ที่สูงวัยใกล้เกษียณและเกษียณอายุไปแล้วมีโอกาสได้เป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ

โดยล่าสุดมีการเปิดเผยจำนวนสมาชิกผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีจำนวน 42,888 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดกว่า 460,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กันยายน 2559)  ทั้งนี้ ทาง กอช.ได้รณรงค์และเชิญชวนผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและ อายุเกิน 60 ปี จนได้รับการตอบรับจำนวนมาก  และในโอกาสสุดท้าย ที่ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 10 วัน หากท่านใดที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และ อายุเกิน 60 ปียังไม่ตัดสินใจ เนื่องจากยังไม่รู้หลักเกณฑ์  เงื่อนไข และ ผลประโยชน์ที่จะได้รับ หรือจะสมัครที่ไหนได้บ้าง สามารถดูรายละเอียดได้ดังนี้

 

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์โปรโมทกองทุนรวมไทยครั้งแรกที่ญี่ปุ่น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์โปรโมทกองทุนรวมไทยครั้งแรกที่ญี่ปุ่น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์โปรโมทกองทุนรวมไทยครั้งแรกที่ญี่ปุ่น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ ก.ล.ต. และสมาคม บลจ. นำ 11 บลจ. ไทย พบผู้ลงทุนญี่ปุ่น โชว์ศักยภาพกองทุนรวมไทย มุ่งขยายฐานผู้ลงทุนต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมกองทุนรวม เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายกองทุนรวมไทยในญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ Asia Region Funds Passport: ARFP เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่น 16 ก.ย. นี้

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน นำ 11 บลจ. โรดโชว์ที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ณ ตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (Tokyo Stock Exchange) 16 กันยายนนี้ โดยชูประเด็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกองทุนรวมของไทย ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย อีกทั้งยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยกองทุนรวมหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีถึง 15.30% ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา และกองทุนรวมของไทย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ 31 สิงหาคม 2559 อยู่ที่ 4,596,963 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 13.23% จากสิ้นปี 2558

“โรดโชว์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในโครงการจัดการกองทุนรวมภูมิภาคเอเชียข้ามพรมแดนภายใต้กรอบเอเปค (Asia Region Funds Passport: ARFP) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมระหว่างประเทศสมาชิก ที่ ก.ล.ต. ได้ลงนามไว้กับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน 4 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย โดยกรอบความร่วมมือ ARFP นับเป็นช่องทางสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจกองทุนรวมไทยไปยังต่างประเทศ โดยจะเอื้อให้การเปิดขายกองทุนรวมในประเทศสมาชิกทำได้ง่ายขึ้น จากกฎเกณฑ์กลางที่ชัดเจน และขั้นตอนการเสนอขายหน่วยลงทุนที่สะดวกคล่องตัว ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกให้ทั้งผู้ลงทุนไทยและต่างประเทศ” นางเกศรา กล่าวเพิ่มเติม

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “ก.ล.ต. ยินดีที่ภาคเอกชนไทยสนใจและเตรียมการสำหรับการเสนอขายกองทุนรวมข้ามพรมแดนภายใต้กรอบเอเปค การขยายตลาดในต่างประเทศจะช่วยเปิดโอกาสให้ธุรกิจกองทุนรวมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าใจกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือที่ ก.ล.ต. มีส่วนสำคัญในการผลักดันร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จนเป็นผลสำเร็จ”

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. และสมาคม บลจ. จะนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศ ภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทยและอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย ประโยชน์และโอกาสจากความร่วมมือ ARFP ที่มีต่อตลาดทุน ผู้ลงทุน และอุตสาหกรรมกองทุนรวมของประเทศสมาชิก ด้าน บลจ. ไทยทั้ง 11 แห่ง จะร่วมให้ข้อมูลและศักยภาพการเติบโตของกองทุนรวมไทยแก่ผู้ลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมไทย พร้อมทั้งประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการกองทุนรวมร่วมกับ บลจ.ญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ตลท.จับมือองค์กรตลาดทุน จัดอบรมคนรุ่นใหม่ สู่เส้นทางอาชีพทางการเงิน

ตลท.จับมือองค์กรตลาดทุน จัดอบรมคนรุ่นใหม่ สู่เส้นทางอาชีพทางการเงิน

708141-01 SET100

ตลท.จับมือองค์กรตลาดทุน จัดอบรมคนรุ่นใหม่ สู่เส้นทางอาชีพทางการเงิน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ ชมรมนักลงทุนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ภายใต้สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย พัฒนาบุคลากรป้อนสู่ตลาดทุนผ่านโครงการ“Young Corporate Financial Officer 2016” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “สร้างคนพันธุ์ใหม่ด้านการเงิน เพื่อตลาดทุนไทย” เพื่อบ่มเพาะนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ พร้อมเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพในตลาดทุนด้านนักลงทุนสัมพันธ์และนักวิเคราะห์การเงิน ส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เติบโตยั่งยืน

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นความสำคัญในการพัฒนาภาคตลาดทุนไทยในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาด้านสินค้าและบริการ บริษัทจดทะเบียน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในตลาดทุน โดยเฉพาะบุคลากรของบริษัทจดทะเบียนที่ทำงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร

รวมทั้งด้านนักวิเคราะห์การเงินที่จะช่วยบริหารการเงินของธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับชมรมนักลงทุนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ภายใต้สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย จัดโครงการ “Young Corporate Financial Officer 2016” ปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2559 ด้วยแนวคิด “สร้างคนพันธุ์ใหม่ด้านการเงิน เพื่อตลาดทุนไทย” โดยเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษากว่า 71 คนในสาขาการเงินและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยในโครงการ University Networking ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมอบรมหลักสูตรอย่างเข้มข้น

“เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ “Young Corporate Financial Officer 2016” จะได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นในเรื่องการเป็นนักลงทุนสัมพันธ์ และนักวิเคราะห์การเงินที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ต้องการของภาคตลาดทุนโดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน โดยช่วงท้ายของโครงการจะเป็นกิจกรรมการแข่งขัน Company Road show Competition ให้นักศึกษาได้มีโอกาสนำเสนอกรณีศึกษาแก่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนและองค์กรชั้นนำของภาคตลาดทุน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ได้รับความคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์จริง นอกจากนี้ นิสิตนักศึกษาที่ร่วมโครงการยังมีโอกาสได้ฝึกงานกับบริษัทจดทะเบียนชั้นนำอีกด้วย” นางเกศรากล่าว

นายสุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ประธานชมรมนักลงทุนสัมพันธ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า นิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับความรู้และประสบการณ์โดยตรงจากผู้บริหารระดับแนวหน้าของบริษัทจดทะเบียน นักลงทุนสัมพันธ์ และนักวิเคราะห์การเงินมืออาชีพ ตลอดจนคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงได้เข้าเยี่ยมชมกิจการ และที่สำคัญคือ ได้รับสิทธิฝึกงานในบริษัทจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของเยาวชนในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่บริษัทจดทะเบียนภายหลังจากที่จบการศึกษา

เกษตรทางเลือกใหม่ เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ได้กำไรหลักหมื่น

พื้นที่เกือบ 3 ไร่ของ นางธนภรณ์ อุ่นชู อายุ 59 ปี เกษตรผู้เลี้ยงไก่ หมู่ 8 ต.ดอนแร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่ได้จัดแบ่งปลูกไผ่ลวกหวาน อีกส่วนหนึ่งทำเป็นคอกเลี้ยงไก่ไข่ประมาณ 140 ตัว และปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยเขี่ยหากินเองในป่าไผ่ตามธรรมชาติ จนได้ไข่ไก่อินทรีย์ที่มีคุณภาพ

นางธนภรณ์บอกว่า เริ่มเลี้ยงไก่ได้ประมาณ 3 ปี เป็นรุ่นที่ 2 ประมาณ 140 ตัว ให้กินอาหารผสมหยวกกล้วยคลุกเคล้าปนกับรำข้าวและอาหารไก่วันละ 2 เวลา กลางวันก็จะปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในป่า ไผ่ลวกหวานที่ปลูกไว้ขายหน่อ ให้ไก่ได้กินปลวก แมลง เป็นอาหาร นอกจากจะเก็บไข่ไก่ขายได้แล้ว ยังจะเก็บหน่อไม้ที่ปลูกไว้ขายได้อีก

โดยผลผลิตหน่อไม้มีขนาดโตสมบูรณ์เพราะได้ปุ๋ยบำรุงดินดีจากมูลไก่ที่ถ่ายไว้ตามโคนกอไผ่ ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องไปซื้อปุ๋ยบำรุงดิน ทำให้ลดต้นทุนได้อีก เพียงรดน้ำให้เกิดความชุ่มชื่น ทั้งไก่และหน่อไม้อยู่แบบสมดุลกัน ไข่ไก่ที่ได้จะแบ่งขายไว้หน้าบ้านที่เปิดเป็นร้านค้า อีกส่วนจะส่งขายให้ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ต.ดอนแร่

ความแตกต่างของไข่อินทรีย์ที่ได้จะมีความโดดเด่นต่างจากไข่ไก่ตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากไข่ไก่อินทรีย์จะมีความสดใหม่ เวลาตอกไข่จะมีมอนไข่จับเป็นก้อนสีเข้มแดงกว่าและไม่มีน้ำเหลว บริเวณเปลือกจะหนากว่าไข่ไก่ทั่วไป เนื่องจากปล่อยเลี้ยงให้คุ้ยหากินปลวกและแมลงในดงกอไผ่ตามธรรมชาติ

“การเลี้ยงช่วงนี้เป็นรุ่นที่ 2 เป็นไก่สาว ช่วงแรกๆ ยังออกไข่ไม่ครบทุกตัว ได้ประมาณวันละ 100-120 ฟอง 1 เดือน ได้ไข่ไก่ประมาณ 3,600 ฟอง สร้างรายได้ให้ประมาณ 14,400 บาท หักต้นทุนค่าอาหารประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ทำให้ยังมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาท” นางธนภรณ์กล่าว

นายสุพจน์ สิงโตศรี อายุ 51 ปี ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ ต.ดอนแร่ กล่าวว่า ในกลุ่มขณะนี้มีสมาชิกที่เลี้ยงไก่ไข่อยู่ประมาณ 4 ครัวเรือน แต่ละบ้านจะมีการเลี้ยงประมาณ 100-300 ตัว ส่วนตัวเลี้ยงประมาณ 20 ตัว เพราะว่าส่วนหนึ่งจะมีการจัดการเรื่องตลาดกับสมาชิกในการขายไข่ไก่ นอกจากนี้ยังมีอายุการเลี้ยงค่อนข้างนานกว่าไก่ในฟาร์ม อยู่ได้ประมาณ 3-4 ปี เลี้ยงแบบให้อยู่กับธรรมชาติบริเวณกอไผ่ ไก่ก็จะหาอาหารกินเสริม โดยไก่จะได้กินปลวก มด แมลงที่อาศัยในกอไผ่

ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่ มีต้นไม้ ต้นกอไผ่ที่ร่มเย็น เป็นต้นตะขบหรือผลไม้ต่างๆ หรือมีแมลงวันทองเจาะกินร่วงหล่น สามารถนำไก่ไข่มาปล่อยในอัตราส่วน 20 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เพื่อให้ไก่ได้คุ้ยหาอาหาร ซึ่งไก่ไข่จะมีนิสัยค่อนข้างอิสระ ต้องมีพื้นที่ที่เพียงพอในการออกกำลังกาย ดังนั้นกลุ่มเกษตรกรหรือชาวบ้านสามารถจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมหรืองานอดิเรกได้

ถ้าเป็นไก่ปล่อยที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตไข่อยู่ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ดีและยังมีอายุไก่ไข่ที่ยาวนานกว่าไก่ธรรมดาประมาณ 3 เท่าตัว

บางคนเลี้ยงอยู่ประมาณ 3-4 ปี จึงจะปลดไก่ออกแล้วไปจับรุ่นใหม่มาเลี้ยงแทน ทิศทางตลาดไปได้ดี มีออเดอร์สั่งไข่อินทรีย์เข้ามามากจนไม่พอขาย จึงมีแนวคิดที่จะขยายการเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์เพิ่มอีกในอนาคตเพื่อเพิ่มยอดการผลิตให้ทันลูกค้า

สำหรับรสชาติความแตกต่างระหว่างไข่อินทรีย์กับไข่ในท้องตลาดทั่วไป ความสม่ำเสมอของฟองจะไม่ค่อยเท่ากันคือ ความเข้มข้นของไข่ขาวและไข่แดงจะมีมอนค่อนข้างนูนมากกว่าไข่ไก่ธรรมดา เวลาผู้บริโภคนำไปทอดรับประทานจะไม่มีกลิ่นคาว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เวลาจะเลือกซื้อไข่ให้ดูที่เปลือก จะค่อนข้างหนามากกว่าไข่ไก่ธรรมดา

โดยมากผู้นิยมรับประทานจะมีหลายกลุ่ม เช่น คนที่รักสุขภาพ ผู้สูงอายุ และยังมีเด็กๆ ที่ผู้ปกครองนำไปให้รับประทาน

นครชัยแอร์จัดกิจกรรมมอบส่วนลด50%

ส่วนลดนครขัยแอร์ 50%สูงสุด

นครชัยแอร์จัดกิจกรรมมอบส่วนลด50%

นครชัยแอร์ ร่วมกับโรงแรมและร้านอาหารในเครือ มอบสิทธิพิเศษให้กับผู้โดยสาร รับส่วนลด 50% ถึง 30 เมษายน 2560

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า นครชัยแอร์ ร่วมกับ โรงแรมที่พัก และร้านอาหารในเส้นทางเดินรถทั้งหมดของบริษัท ฯ จัดกิจกรรมมอบสิทธิพิเศษ เป็นอีกหนึ่งช่องทางให้กับผู้โดยสารที่เดินทางกับรถโดยสารสารธารณะนครชัยแอร์ ลูกค้าสามารถใช้สิทธิได้ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 30 เมษายน 2560 ล่าสุดนำร่องแล้ว 3 จังหวัด  รวมรายชื่อโรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วม ทั้งสิ้นกว่า 70 แห่ง ซึ่งลูกค้านครชัยแอร์สามารถรับส่วนลดที่พัก หรือร้านอาหาร สูงสุด 50% แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่โรงแรมพร้อมแสดงตั๋วโดยสารนครชัยแอร์ หรือสลิปชำระเงินค่าโดยสารที่ได้รับจากเคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยต้องเป็นตั๋วที่มีอายุไม่เกิน 1 เดือน (นับจากวันที่ใช้บริการ) สามารถใช้ได้ทั้งตั๋วที่เดินทางแล้วหรือยังไม่ได้เดินทาง ทั้งนี้ดูรายละเอียดรายชื่อโรงแรมและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้ที่ www.nakhonchaiair.com

อย่างไรก็ตาม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณศิริวรรณ โทร.0-2939-4999 ต่อ 1264 หรือ E-mail: advertising
@nakhonchaiair.com สำหรับผู้โดยสารที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์ ทุกสาขา หรือสอบถามได้ที่เบอร์ Call Center 1624 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. และติดตามข่าวสารของนครชัยแอร์ได้ที่ Instagram: nakhonchaiair, Facebook: Nakhonchaiair, Twitter: @nakhonchaiair, Line: @nakhonchaiair, YouTube: Nca_Official

รองนายกฯ-รมว.ทท.เร่งกระตุ้นเที่ยวอีสานใต้

รองนายกฯ-รมว.ทท.เร่งกระตุ้นเที่ยวอีสานใต้

รองนายกฯ-รมว.ทท.เร่งกระตุ้นเที่ยวอีสานใต้

ท่องเที่ยวอีสานใต้ยังบูม รองนายกฯ และ รมว.ท่องเที่ยวฯ เร่งวางแผนดึงต่างชาติมาเที่ยวเพิ่ม

พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางมามอบนโยบายในการประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวประจำเขตพัฒนาการท่องเที่ยว อารยธรรมอีสานใต้ ประจำปี 2559 โดยมี นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ด้าน พลเอก ธนะศักดิ์ เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนและรายได้ เนื่องจากภาคอีสานใต้ มีจุดเด่นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน วิถีชีวิตของชาวอีสาน ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และต้องไม่ลืมถึงจุดเด่นของพื้นที่อีสานใต้ ที่เปรียบเสมือนกับประตูเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่ประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่นักท่องเที่ยวหลักยังเป็นชาวไทย ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้จึงมาร่วมกันคิดว่า ทำอย่างไรจะให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่คณะกรรมการชุดนี้ต้องร่วมกันวางแผนทำงานต่อไป โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวด้วยการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ พร้อมดันโครงการที่สำคัญ รวมถึงเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักและเมืองรอง โดยจะต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อสร้างการเป็นเจ้าบ้านที่ดี รักษาและฟื้นฟูขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อประโยชน์สูงสุดที่จะได้มาสู่ท้องถิ่น จังหวัด และประเทศชาติต่อไป

พาณิชย์ขออย่าวิตกยอดส่งออก เม.ย.

พาณิชย์ขออย่าวิตกยอดส่งออก เม.ย.

พาณิชย์ขออย่าวิตกยอดส่งออก เม.ย.

โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ขออย่าวิตกตัวเลขส่งออก เม.ย. ชี้ เร่งขยายตลาดแอฟริกา ตะวันออกกลาง

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า สถานการณ์ส่งออกไทย ตัวเลขล่าสุดเดือนเมษายนที่ติดลบถึงร้อยละ 8 นั้น ยังไม่อยากให้วิตก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับยอด 4 เดือน จะพบว่าติดลบแค่ร้อยละ 1.24 เท่านั้น ทั้งนี้ เป้าการส่งออกของปีนี้ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 นั้น จะต้องมีการส่งออกให้ได้เดือนละ 19,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หากต้องการให้ส่งออกขยายตัวที่ร้อยละ 2 – 3 จะต้องให้ตัวเลขอยู่ที่ 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยืนยันว่าในส่วนของหน่วยงานรัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งล่าสุดเร่งผลักดันการหาตลาดใหม่ทั้งประเทศแอฟริกา ตะวันออกกลาง และประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 – 5 มิถุนายนนี้ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญชวนเที่ยวงานมหกรรม อิ่มท้องทั่วไทยไปกับหนูณิชย์ ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยภายในงานจะมีร้านอาหารหนูณิชย์พาชิมทั่วประเทศมาร่วมจำหน่ายอาหารในงาน พร้อมประชาสัมพันธ์โครงการและขยายจำนวนร้านหนูณิชย์ให้มีเพิ่มมากขึ้น